FAQ จากการจัดกิจกรรม
“TVBC Business Consulting Day”
"Breaking Borders, Building Futures: เส้นทางใหม่สู่เวียดนาม"
วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.00-12.30 น. ณ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยFAQ ภาพรวมการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม
1. การสร้างแบรนด์และทำการตลาดสินค้าไทยในเวียดนาม
| A: | สินค้าแบรนด์ไทยซึ่งระบุว่า "Made in Thailand" สามารถตั้งราคาขายได้สูงกว่าสินค้าทั่วไปประมาณ 30% ในตลาดเวียดนาม ซึ่งสามารถทำได้ใน หลายประเภทสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Products) เนื่องจากมีภาพลักษณ์และคุณภาพระดับพรีเมียม อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อควรระวังในประเด็นต่าง ๆ เช่น สินค้าที่ลักลอบนำเข้าซึ่งอาจทำลายโครงสร้างราคา และเรื่องเอกสารที่ยืนยันว่าผู้จัดจำหน่ายสินค้าในเวียดนามเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive Distributor) รวมถึง ต้องระบุให้ชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายนั้นเป็นของแท้และนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค |
| A: | ปัจจุบันช่องทางจำหน่ายหลักในเวียดนามยังคงเป็นช่องทางการค้าแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) โดยมีกลยุทธ์สำคัญ ได้แก่
|
2. การเลือกคู่ค้าและการจดทะเบียนธุรกิจในเวียดนาม
| A: | การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า (Exhibition) และกิจกรรม Business Matching เป็นช่องทางในการหาคู่ค้าท้องถิ่น (Local Partner) และผู้จัดจำหน่ายที่มีศักยภาพ |
| A: | ตามกฎหมายเวียดนามไม่ได้กำหนดสัดส่วนผู้ถือหุ้นขั้นต่ำสำหรับบริษัทร่วมทุนระหว่างนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนท้องถิ่นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ความขัดแย้งภายในบริษัท หรือการล้มละลาย ผู้ประกอบการควรทำข้อตกลงภายในบริษัทให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น โดยอาจระบุเงื่อนไขว่า แม้ผู้ถือหุ้นต่างชาติจะไม่ถือหุ้น 100% แต่จะมีอำนาจในการตัดสินใจที่สำคัญทั้งหมด และจำกัดสิทธิ์การตัดสินใจของผู้ถือหุ้นท้องถิ่นในประเด็นที่สำคัญ นอกจากนี้ ควรมีการกำหนดสิทธิ์ในการซื้อหุ้นก่อน (Right of First Refusal) ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นท้องถิ่นต้องการขายหุ้น เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามามีอิทธิพลในธุรกิจ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ถือหุ้นเดิม |
3. การเตรียมความพร้อมด้านบัญชี ภาษี และการเงินการธนาคารในเวียดนาม
| A: |
|
| A: | ควรตั้งราคาขายสินค้าที่ประมาณ 2 เท่าของต้นทุน (Double Pricing) เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่อาจจะเพิ่มขึ้น อาทิ ภาษีนำเข้า, ค่าขนส่ง, ค่าการตลาด และค่าความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน อีกทั้ง ควรคิดราคาขายเพิ่ม 10% เผื่ออัตราแลกเปลี่ยนผันผวน |
| A: |
|
| A: | ค่าทำบัญชีรายปีอยู่ที่ประมาณ 150,000 – 250,000 บาท ขึ้นอยู่กับระดับของบริษัทบัญชีที่ใช้ หากกิจการยังไม่ซับซ้อน สามารถใช้บริการจากบริษัทบัญชีท้องถิ่นเพื่อลดต้นทุน เมื่อกิจการเริ่มเติบโต หรือมีรายการทางบัญชีที่ซับซ้อน ควรเปลี่ยนไปใช้บริษัทที่มีมาตรฐานสูงขึ้น เพื่อให้การทำบัญชีเป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย |
4. แรงงานในเวียดนาม
| A: | เมื่อคนไทยต้องเข้าไปทำงานในบริษัทเวียดนาม จำเป็นต้องขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) อย่างถูกต้อง โดยมีกฎว่า ในบริษัทต้องมีแรงงานเวียดนาม 20-30 คน ต่อแรงงานต่างชาติ 1 คน (ตัวเลขอาจเปลี่ยนแปลง) แนะนำให้ผู้จัดการเป็นคนเวียดนาม เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนด และ ลดความเสี่ยง |
FAQ ผลิตภัณฑ์แม่และเด็ก
1. พฤติกรรมผู้บริโภคและช่องทางการตลาดสินค้าแม่และเด็กในเวียดนาม
| A: | ช่องทาง Facebook โดยเฉพาะในรูปแบบ Facebook Groups ถือเป็นช่องทางจัดจำหน่ายที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจาก Facebook เปิดโอกาสให้คุณแม่ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนะนำสินค้า และซื้อขายกันภายในกลุ่ม บางกลุ่มมีสมาชิกมากกว่า 200,000 คน ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของช่องทางนี้ในการเข้าถึงผู้บริโภคเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ |
| A: | การโปรโมตสินค้าในช่องทางออฟไลน์ คือการเลือกซื้อที่หน้าร้าน ผู้บริโภคต้องการเห็นและสัมผัสสินค้าด้วยตัวเองก่อนจึงตัดสินใจซื้อ แต่การโปรโมทสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ผู้บริโภคจะดูจากการรีวิวโดยผู้ใช้งาน ดังนั้น ความเห็นในโซเชียลมีเดียและการรีวิวจากอินฟลูอินเซอร์จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ทั้งนี้ การโปรโมทสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มีความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม e-Commerce อาทิ Shopee, Lazada, TikTok |
| A: | การเข้าไปศึกษาตลาดเวียดนามก่อนนำสินค้าเข้าไปขายมีความสำคัญอย่างมาก เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเวียดนามต่างจากไทย จึงไม่สามารถเอาความนิยมของคนไทยไปใช้กับตลาดเวียดนามได้ อาทิ กลิ่นตะไคร้ที่คนไทยไม่ชอบ แต่ชาวเวียดนาม (โดยเฉพาะในดานัง) กลับเป็นที่นิยม การทดลองตลาดจริงจะช่วยให้เข้าใจว่า สินค้าที่ขายดีในไทยอาจไม่ตรงกับความนิยมในเวียดนาม และเราต้องค้นหาความนิยมของชาวเวียดนาม เพื่อขายสินค้าที่ตรงกับความต้องการของตลาด |
2. การเตรียมตัวก่อนเข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์แม่และเด็กของเวียดนาม
| A: | การเริ่มต้นทำธุรกิจในเวียดนามจำเป็นต้องมีการเตรียมตัวที่รอบคอบ เพราะเวียดนามมีกฎหมายที่เข้มงวด โดยมีข้อแนะนำสำคัญดังนี้
|
3. ขั้นตอนการจดทะเบียนเพื่อขายสินค้าผลิตภัณฑ์แม่และเด็กในเวียดนาม
| A: | การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใน Class 35 คือการจดทะเบียนด้านบริการการตลาด การโฆษณา การส่งเสริมการขาย การบริหารธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งถือว่า มีความจำเป็นอย่างมาก สำหรับธุรกิจที่ต้องการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ในเวียดนาม เนื่องจาก Class 35 ครอบคลุมบริการด้าน ค้าปลีก ค้าส่ง และ การจัดการธุรกิจผ่านระบบออนไลน์ เช่น ร้านค้าออนไลน์ การจัดการสต็อกสินค้า การโปรโมตสินค้า ฯลฯ หากไม่ได้จดทะเบียนประเภทนี้ ก็จะไม่สามารถดำเนินธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Shopee ได้อย่างถูกต้อง และขาดความคุ้มครองทางกฎหมายในชื่อร้านค้า โลโก้ หรือบริการที่เกี่ยวข้องกับการขายออนไลน์ |
| A: | ผู้ประกอบการสามารถเลือกได้ทั้งการจดทะเบียนเอง หรือร่วมทุนกับคนเวียดนาม (Joint Venture) แต่แนะนำให้จดทะเบียนเองมากกว่า เพื่อให้มีสิทธิ์ ขาดในการตัดสินใจ และหลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งในอนาคต หากต่างชาติเข้าถือหุ้นเกิน 51% บริษัทจะถูกจัดเป็น FDI (Foreign Direct Investment) และต้องผ่านกระบวนการจดทะเบียนเพิ่มเติม ดังนั้น ควรพิจารณาเรื่องค่าบัญชี และค่ากฎหมาย ให้รอบคอบ |
FAQ ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม
1. ศักยภาพแบรนด์ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามไทยในตลาดเวียดนาม
| A: | กลุ่มสินค้าเครื่องสำอาง สุขภาพ และความงามในเวียดนาม โดยเฉพาะแบรนด์ท้องถิ่น (Local Brand) กำลังเติบโตอย่างมาก และได้รับความนิยมจากผู้บริโภค เนื่องจากเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Vietnam) ซึ่งทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดเวียดนามมีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะการขายตัดราคากันอย่างรุนแรง ดังนั้น แบรนด์ไทยที่ต้องการเข้าสู่ตลาดเวียดนาม ควรสร้างจุดแข็งที่ชัดเจนและแตกต่าง เพื่อให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน โดยเน้นในประเด็นสำคัญ ดังนี้
|
2. การจดทะเบียนสินค้าสุขภาพและความงาม
| A: |
|
| A: | การเลือกรูปแบบการจดทะเบียนสินค้าประเภทสุขภาพและความงามที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ โดยส่วนใหญ่ผู้ประกอบการมักเลือก จดทะเบียนบริษัทหรือสินค้าเพื่อให้ครอบคลุมการดำเนินการทั้งหมด และเอื้ออำนวยต่อการควบคุมและการขอใบอนุญาต ดังนั้น จึงควรจดทะเบียน ในฐานะผู้นำเข้า (Importer) เพราะจะทำให้กระบวนการต่าง ๆ ในการควบคุมสินค้าง่ายและรวดเร็วขึ้น |
| A: | กรณีที่เป็นสินค้าประเภทเครื่องมือแพทย์หรือสินค้าที่ไม่สามารถโฆษณาได้ ผู้ประกอบการควรปรึกษาโรงพยาบาลหรือคลินิกในไทยก่อน และควรเจรจาโดยตรงกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายในเวียดนามโดยไม่ผ่านตัวแทนจำหน่าย (Distributor) |
